แม้ว่าในความสัมพันธ์ทางเพศ หน้าที่รับ หรือ Receptive Partner จะดูเหมือนอยู่ในตำแหน่งที่เงียบกว่า ไม่ได้เป็นผู้รุก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับไม่ได้เงียบตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพทางเพศมากกว่าประชากรทั่วไป
ดังนั้น การรู้จักวิธีป้องกันตัวเองอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพ แต่เพื่อความมั่นใจ ความเคารพตนเอง และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
ทำไมฝ่ายรับ ถึงต้องใส่ใจสุขภาพมากขึ้น?
ในบริบทของความสัมพันธ์ทางเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) หรือคนที่อยู่ในบทบาทฝ่ายรับ (Receptive Partner) ร่างกายของพวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่มีโอกาสสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรงมากที่สุด ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อมูลของศูนย์ควบคุม และป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักในตำแหน่งฝ่ายรับ มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าฝ่ายรุกถึง ประมาณ 13 เท่า นั่นเพราะว่าเยื่อบุของช่องทวารหนักมีลักษณะบาง และเปราะบางมากกว่าช่องคลอด และสามารถเกิดรอยถลอกหรือฉีกขาดได้ง่ายแม้จะมองไม่เห็น ซึ่งรอยถลอกเหล่านี้คือประตูสู่การเข้าสู่กระแสเลือดของเชื้อไวรัส และเชื้อโรคอื่น ๆ
นอกจากเอชไอวีแล้ว ฝ่ายรับยังเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ได้แก่
- ซิฟิลิส: แพร่ผ่านแผลที่มักไม่รู้ตัวในบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
- หนองในแท้/เทียม: มักไม่แสดงอาการแต่สามารถแพร่เชื้อได้
- เริม: ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังหรือแผลที่อวัยวะเพศ
- HPV (ไวรัสหูด): เชื้อไวรัสที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปากทวารหนัก
- ไวรัสตับอักเสบบี และซี: ติดต่อผ่านของเหลวในร่างกาย และทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้ฝ่ายรับ
- ไม่ใช้ถุงยางอนามัย การไม่ใช้ถุงยางในการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะทางทวารหนัก คือการเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดที่ควรหลีกเลี่ยง
- ใช้เจลหล่อลื่นไม่เหมาะสม การใช้เจลหล่อลื่นสูตรน้ำหรือซิลิโคนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการเสียดสี และรอยถลอกที่อาจเกิดขึ้น ถ้าใช้เจลผิดประเภท เช่น เจลน้ำมัน หรือไม่ใช้เลย ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และติดเชื้อ
- มีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคน โดยเฉพาะหากไม่มีการป้องกัน หรือไม่ทราบสถานะสุขภาพของอีกฝ่าย ย่อมเพิ่มโอกาสในการรับเชื้อหลากหลายรูปแบบเข้าสู่ร่างกาย
- ไม่รู้สถานะสุขภาพของอีกฝ่าย การไม่สอบถาม ไม่ตรวจสุขภาพ หรือไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะเอชไอวี หรือโรคติดต่อของคู่ มีโอกาสทำให้เกิดความเสี่ยงแบบไม่รู้ตัว และไม่สามารถวางแผนป้องกันล่วงหน้าได้

ถุงยางอนามัย + เจลหล่อลื่น = คู่หูที่ห้ามขาด
เมื่อพูดถึงการป้องกันในเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชาย (MSM) หรือกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่นถือเป็น คู่หูสำคัญที่ต้องใช้ควบคู่กันเสมอ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุด ลดความเสี่ยงการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
- เลือกถุงยางให้เหมาะกับการใช้งาน สำหรับเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ควรเลือก ถุงยางที่หนาและแข็งแรงกว่าปกติ เพื่อรองรับแรงเสียดทานที่มากขึ้น และถุงยางที่มี มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากล เช่น ISO หรือ FDA คือทางเลือกที่ปลอดภัย
- ใช้เจลหล่อลื่นสูตรน้ำหรือซิลิโคนเท่านั้น
- สูตรน้ำ (Water-based): ล้างออกง่าย ไม่ระคายเคือง
- สูตรซิลิโคน (Silicone-based): เหมาะกับเพศสัมพันธ์ที่ยาวนาน เพราะไม่แห้งง่าย
- ห้ามใช้ สูตรน้ำมัน เช่น วาสลีน โลชั่น หรือเบบี้ออยล์ เพราะจะทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพ และฉีกขาดง่าย
- ทาเจลให้เหมาะสม
- ทาเจลหล่อลื่นที่ บริเวณด้านนอกของถุงยาง และช่องทางร่วมเพศ เพื่อช่วยลดการเสียดสี
- ควรใช้ปริมาณพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อให้การร่วมเพศราบรื่น และปลอดภัย
- ตรวจสอบวันหมดอายุ และการเก็บรักษา
- ถุงยาง และเจลหล่อลื่นที่หมดอายุหรือเก็บในที่ร้อน อาจเสื่อมคุณภาพ
- ควรเก็บไว้ในที่เย็น แห้ง และพ้นแสงแดด เช่น ลิ้นชัก หรือกระเป๋าเครื่องสำอาง ไม่ควรใส่ในกระเป๋าเงินหรือคอนโซลรถ
PrEP ป้องกันก่อนเสี่ยงสำหรับคนยุคใหม่
PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) คือยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ใช้ ก่อน มีความเสี่ยงทางเพศ หากกินอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อ HIV ได้เกือบ 100%
ใครควรใช้ PrEP?
- คนที่มีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- ฝ่ายรับ ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
- คนที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่รู้สถานะ HIV
- คนที่มีคู่รักติดเชื้อ HIV แต่ยังไม่แน่ใจเรื่อง U=U
รูปแบบการใช้ PrEP
- กินทุกวัน (Daily PrEP): เหมาะกับคนที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง เช่น มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
- PrEP on demand: กิน 2 เม็ดก่อนมีเพศสัมพันธ์ (ภายใน 2–24 ชั่วโมง) แล้วตามด้วยอีก 2 เม็ดใน 2 วันถัดไป เหมาะกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ไม่แน่นอน
PEP ทางเลือกฉุกเฉินเมื่อพลาด
PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือยาต้านไวรัส HIV ที่ใช้ หลัง มีความเสี่ยง เช่น ถุงยางแตก มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือกรณีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
วิธีใช้ PEP อย่างได้ผล
- ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีความเสี่ยง (ยิ่งเร็ว ยิ่งดี)
- ต้องกินยาต่อเนื่อง 28 วันเต็ม
- ห้ามหยุดยาเอง และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือคลินิกเฉพาะทาง
เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน อย่ารอถึงเช้า หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณสงสัยว่าอาจได้รับเชื้อ เช่น มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ถุงยางแตก หรือถูกบังคับ ควรรีบไปยังสถานพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้านทันที เพื่อรับ PEP โดยเร็วที่สุด
การตรวจสุขภาพเป็นประจำ ใส่ใจตัวเองก่อนสายเกินไป
หลายคนอาจรู้สึกว่าการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) เป็นเรื่องน่ากลัวหรืออาย แต่ในความเป็นจริง การตรวจอย่างสม่ำเสมอคือหนึ่งในวิธีการดูแลตัวเองที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่ความสัมพันธ์ และการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติของชีวิตสมัยใหม่
ตรวจเพื่อรู้ ไม่ใช่เพื่อตัดสิน
การรู้สถานะสุขภาพของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องของความอับอาย แต่คือ การเคารพตัวเอง และคนที่เรารัก หากตรวจพบเชื้อตั้งแต่ระยะแรก จะสามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง และลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
ตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจสุขภาพทางเพศควรครอบคลุมการคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สำคัญ เช่น
- เอชไอวี (HIV): ตรวจด้วย Rapid Test, Antibody/Antigen หรือ PCR ตามระยะเวลาเสี่ยง
- ซิฟิลิส: โรคติดต่อที่มีระยะเรื้อรัง และอาจไม่มีอาการในช่วงแรก
- หนองในแท้/เทียม: ตรวจจากปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งในลำคอ ทวารหนัก หรืออวัยวะเพศ
- เริม (Herpes): มักไม่มีอาการชัดเจน แต่สามารถตรวจด้วยการเก็บสารคัดหลั่งหรือเลือด
- HPV (Human Papillomavirus): ตรวจหาสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และหูด
- ไวรัสตับอักเสบบี และซี: โรคเรื้อรังที่สามารถตรวจได้จากการเจาะเลือด
ควรตรวจบ่อยแค่ไหน?
- ทุก 3–6 เดือน: สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ มีคู่นอนหลายคน หรือไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
- ก่อนเริ่มความสัมพันธ์ใหม่: เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งต่อตนเอง และคู่ของคุณ
- หลังมีเหตุเสี่ยง: เช่น ถุงยางแตก, ไม่ได้ป้องกัน, หรือคู่นอนมีพฤติกรรมเสี่ยง
การตรวจเป็นกิจวัตรไม่ได้แปลว่าคุณใช้ชีวิตไม่ปลอดภัย แต่มันหมายถึงคุณมี ความรับผิดชอบต่อตัวเอง และผู้อื่น
ตรวจแล้วได้อะไร?
- รู้สถานะของตัวเอง การรู้ว่าร่างกายเป็นอย่างไร คือจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพอย่างมีสติ และช่วยให้วางแผนความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น
- รักษาได้เร็ว โรคส่วนใหญ่ถ้าพบตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถรักษาให้หายขาด หรือควบคุมได้ดี ลดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
- ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น คุณอาจไม่มีอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังคนอื่นได้ หากไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ
- ลดโอกาสเป็นโรคเรื้อรัง โรคอย่างไวรัสตับอักเสบหรือ HPV หากปล่อยไว้อาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ การตรวจ และฉีดวัคซีนจึงสำคัญอย่างยิ่ง
ตรวจที่ไหนดี?
ในประเทศไทย ปัจจุบันมีสถานพยาบาลทั้งของรัฐ และเอกชน รวมถึงคลินิกเฉพาะทางด้านสุขภาพทางเพศที่ให้บริการตรวจโรคเหล่านี้อย่างเป็นมิตร เป็นความลับ และใช้เวลาไม่นาน โดยสามารถเลือกตรวจแบบ Walk-in หรือจองล่วงหน้าออนไลน์ได้แล้วผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Love2Test.org หรือศูนย์บริการในจังหวัดใหญ่ เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต ฯลฯ

เสริมเกราะด้วยวัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การดูแลสุขภาพทางเพศไม่ควรหยุดแค่การใช้ถุงยางหรือการตรวจโรคเป็นประจำ เพราะ วัคซีน คือหนึ่งในวิธีเสริมเกราะป้องกันที่ได้ผล และยั่งยืนที่สุด โดยเฉพาะสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ที่อาจเผชิญความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิดมากกว่าประชากรทั่วไป
วัคซีนจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และหากมีการติดเชื้อในภายหลัง อาการจะเบากว่าหรือไม่แสดงอาการเลยในบางกรณี นี่คือ 3 วัคซีนหลักที่แนะนำอย่างยิ่ง
วัคซีน HPV ป้องกันหูด และมะเร็งที่คุณอาจไม่รู้ตัว
HPV (Human Papillomavirus) คือเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนัก โดยเชื้อนี้สามารถก่อให้เกิด:
- หูดหงอนไก่ (Genital warts)
- มะเร็งปากมดลูก (ในหญิง)
- มะเร็งปากทวารหนัก (ในชาย, MSM หรือคนข้ามเพศ)
- มะเร็งช่องปาก และลำคอ
ใครควรฉีด?
- ชาย และหญิงอายุ 9–26 ปี แนะนำให้ฉีดโดยเร็ว
- LGBTQ+ ทุกกลุ่มที่ยังไม่เคยติดเชื้อ HPV หรือไม่เคยฉีดวัคซีน
- กลุ่ม MSM และคนข้ามเพศมีความเสี่ยงสูงต่อการติด HPV ชนิดที่ก่อมะเร็ง
วัคซีนที่ใช้ในไทย ได้แก่ Gardasil, Gardasil 9 ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และหูดได้
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และ ซี (HCV) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ และหากไม่รักษาอาจพัฒนาเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับได้
- HBV ติดต่อได้ผ่านเลือด น้ำอสุจิ และของเหลวในร่างกาย
- HCV ติดต่อผ่านเลือด เช่น การใช้เข็มร่วมกัน หรือมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อเลือดออก เช่น เซ็กส์ทางทวารหนัก
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี เป็นวัคซีนที่ฉีดได้ทั่วไป และมีให้บริการในหลายคลินิก แต่ไวรัสตับอักเสบซี ยังไม่มีวัคซีน แต่สามารถตรวจหา และรักษาได้หากพบเร็ว
ใครควรฉีด HBV?
- ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
- กลุ่ม MSM และคนข้ามเพศ
- ผู้ที่มีประวัติใช้ยาเสพติดแบบฉีด
วัคซีนฝีดาษลิง (Monkeypox)
ฝีดาษลิง (Mpox) หรือ Monkeypox คือโรคไวรัสที่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลือง หรือของใช้ส่วนตัว ผู้ติดเชื้อจะมีผื่นขึ้น ตุ่มพอง และแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
กลุ่มเสี่ยง
- ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
- คนที่มีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่เคยสัมผัสผู้ติดเชื้อหรือเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด
วัคซีนที่ใช้
- วัคซีนฝีดาษในคน (เช่น JYNNEOS หรือ Imvanex) สามารถป้องกันฝีดาษลิงได้
- ไทยเริ่มมีการให้บริการวัคซีนนี้ในบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ในบทบาทไหนของความสัมพันธ์ทางเพศ การดูแลสุขภาพของตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะสำหรับฝ่ายรับ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV ซิฟิลิส หนองใน หรือ HPV การป้องกันที่ได้ผลต้องเริ่มจากขั้นพื้นฐาน เช่น การใช้ถุงยางอนามัยร่วมกับเจลหล่อลื่นที่เหมาะสม เสริมด้วย PrEP หรือ PEP ตามความเสี่ยง และการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก 3–6 เดือน เพื่อรู้สถานะของตนเอง
นอกจากนี้ วัคซีน เช่น วัคซีน HPV, ไวรัสตับอักเสบบี และฝีดาษลิง ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางการเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายคุณปลอดภัยจากโรคที่อาจติดได้จากการมีเพศสัมพันธ์
อ่านบทความที่น่าสนใจ
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV Risk and Prevention: Role of Anal Sex in Transmission. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/hiv-transmission/anal-sex.html
- World Health Organization (WHO). Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment, service delivery and monitoring. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240031593
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยยาเพร็พ (PrEP) และเป๊ป (PEP). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (QLF). วัคซีน HPV และการดูแลสุขภาพทางเพศสำหรับ LGBTQ+. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://qlf.or.th
- UNAIDS. Global AIDS Update 2023: The path that ends AIDS. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/documents/2023/global-aids-update-2023