ในยุคที่ภาษาอินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางเพศ คำว่า “ล้างตู้เย็น” กลายเป็นคำที่คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชาย (MSM: Men who have sex with men) ใช้พูดถึงกิจกรรมทางเพศประเภท “oral-anal contact” หรือการใช้ปากสัมผัสทวารหนัก ซึ่งบางคนมองว่าเป็นรสชาติแห่งความเร่าร้อน ขณะที่บางคนกลับไม่เคยรู้เลยว่าพฤติกรรมนี้มี ความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แฝงอยู่ไม่น้อย
การมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับทวารหนักในกลุ่มชายรักชาย ความสุขที่ต้องมาพร้อมความระวัง
ล้างตู้เย็น คืออะไรในทางการแพทย์?
ล้างตู้เย็น ในความหมายทั่วไป คือ กิจกรรมทางเพศที่มีการใช้ปากสัมผัส หรือเลียบริเวณรอบทวารหนัก (Rimming หรือ Analingus) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของ oral sex ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่บริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น
ในทางการแพทย์ การสัมผัสเยื่อบุช่องปากกับผิวหนังรอบทวารหนัก หรือบริเวณภายในทวาร เป็นจุดที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อหลายชนิด เพราะเป็นบริเวณที่มี แบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ และเชื้อโรคจากลำไส้ อาศัยอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว
ความเสี่ยงจากพฤติกรรมการทำออรัลเซ็กซ์ทางทวารหนัก (Rimming)
พฤติกรรมนี้มีความเสี่ยงหรือไม่?
คำตอบ คือ มี อย่างชัดเจน โดยความเสี่ยงแบ่งได้เป็นหลายกลุ่มโรค เช่น
สามารถแบ่งชนิดของโรคติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นหลายกลุ่มดังนี้
โรคติดเชื้อกลุ่มไวรัส
พฤติกรรมนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสหลายชนิด โดยเฉพาะไวรัสที่สามารถติดต่อผ่านทางอุจจาระหรือเยื่อเมือกของร่างกาย ได้แก่
- ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A, HAV) ไวรัสชนิดนี้อยู่ในอุจจาระของผู้ติดเชื้อ และติดต่อได้ง่ายผ่านการรับประทานสิ่งปนเปื้อนหรือการสัมผัสปากกับทวารหนักของผู้ติดเชื้อ การทำออรัลที่ทวารหนักเป็นสาเหตุหนึ่งของการระบาดของ HAV ในหมู่ชายรักชาย เนื่องจากเป็นการรับเชื้อทาง fecal-oral โดยตรง (เชื้อจากอุจจาระเข้าสู่ปาก) การติดเชื้อ HAV ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ดีซ่าน และตาเหลือง เป็นต้น โดยทั่วไปไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง และสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
- ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B, HBV) เชื้อนี้อยู่ในเลือด และสารคัดหลั่ง (รวมทั้งพบได้ในน้ำลาย และอุจจาระของผู้ติดเชื้อ) และสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทั้งการร่วมเพศทางช่องคลอด และทางทวารหนักอย่างชัดเจน ส่วนการติดผ่านทางออรัลเซ็กซ์ยังถือว่าเป็นไปได้แม้หลักฐานทางการแพทย์จะยังไม่มาก อย่างไรก็ดี CDC ระบุว่าการใช้ปากกับทวารหนักอาจแพร่เชื้อ Hepatitis B ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากมีแผลหรือเลือดออกที่เยื่อบุ เมื่อได้รับเชื้อ HBV ผู้ป่วยอาจมีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน และบางรายกลายเป็นพาหะเรื้อรังซึ่งเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง และมะเร็งตับในอนาคต วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีมีประสิทธิภาพสูง จึงควรได้รับวัคซีนครบถ้วนก่อน
- ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C, HCV) ไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางเลือดเป็นหลัก และโดยทั่วไปความเสี่ยงของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น การทำออรัลเซ็กซ์ที่ทวารหนักมีโอกาสติดต่อ HCV น้อยกว่า HAV/HBV อย่างมาก และปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดถึงการแพร่เชื้อ HCV ผ่านทางนี้ (ถือว่า “เป็นไปได้แต่ยังไม่พิสูจน์”) อย่างไรก็ตาม หากมีแผลเลือดออกในช่องปากของฝ่ายที่ใช้ลิ้น หรือมีเลือดออกที่ทวารหนักของฝ่ายรับ ก็อาจเกิดการรับเชื้อได้เช่นกัน ดังนั้นแม้โอกาสน้อยก็ไม่ควรละเลยความระมัดระวัง
- ไวรัสเอชพีวี (Human Papillomavirus, HPV) เป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนัง และเยื่อบุโดยตรง เชื้อ HPV บางสายพันธุ์ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่หรือหูดที่อวัยวะเพศ/ทวารหนัก ส่วนสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงอาจก่อมะเร็ง (เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องคอ) ได้ในระยะยาว การทำออรัลกับทวารหนักสามารถแพร่เชื้อ HPV ระหว่างปากกับบริเวณทวารหนักได้ เช่น ทำให้เกิดหูดที่รอบทวารหนักหรือรอบริมฝีปาก/ช่องปากของผู้ที่สัมผัส โรคหูดหงอนไก่ (condyloma acuminata) จาก HPV นี้มักปรากฏเป็นตุ่มเนื้อหรือหูดเล็กๆ บริเวณทวารหนัก อวัยวะเพศ หรือแม้แต่ในช่องปาก และริมฝีปากได้หากติดทางออรัล แม้หูดเหล่านี้รักษาให้ยุบได้ด้วยยา/การจี้ แต่วัคซีน HPV คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของทั้งหูด และมะเร็งที่เกิดจาก HPV
เชื้อแบคทีเรีย และปรสิตจากลำไส้
บริเวณรอบทวารหนัก และลำไส้ใหญ่มีเชื้อโรคหลายชนิดอาศัยอยู่ซึ่งบางชนิดก่อโรคได้ การสัมผัสอุจจาระแม้ปริมาณเล็กน้อยระหว่างทำกิจกรรมดังกล่าว อาจทำให้เชื้อแบคทีเรีย/ปรสิตเหล่านี้เข้าสู่ปาก และระบบทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหารได้ โดยเชื้อสำคัญที่พบ ได้แก่
- ชิเกลลา (Shigella) แบคทีเรียชนิดนี้เป็นสาเหตุของโรคบิดชิเกลล่า (shigellosis) ทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวเป็นมูกหรือมูกปนเลือดอย่างรุนแรง ปวดเบ่งที่ทวารหนัก และมีไข้ได้ เชื้อชิเกลลาติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางอุจจาระ: การกลืนเชื้อจำนวนน้อยก็ทำให้ป่วยได้ มีรายงานการระบาดของชิเกลลาในกลุ่มชายรักชายจากการทำออรัล-ทวารหนัก และการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่รักษาความสะอาดอย่างถูกต้อง ดังนั้นการเลียทวารหนักสามารถแพร่เชื้อชิเกลลาได้โดยตรง
- ซัลโมเนลลา (Salmonella) เป็นแบคทีเรียอีกชนิดที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ/โรคไทฟอยด์ อาการที่พบบ่อยคือท้องเสีย มีไข้ ปวดบิดท้อง อาเจียน เป็นต้น เชื้อซัลโมเนลลามักติดจากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระ แต่การทำออรัลที่ทวารหนักก็อาจนำเชื้อเข้าสู่ปากได้โดยตรงหากมีการปนเปื้อนของอุจจาระ ทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหารเช่นเดียวกัน (กลุ่มเชื้อก่ออาหารเป็นพิษอื่นๆ เช่น คัมไพโลแบคเตอร์ ก็สามารถติดต่อในลักษณะนี้ได้เช่นกัน
- อีโคไล (E. coli) แบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์มชนิดนี้อาศัยปกติในลำไส้คนเรา (ไม่ก่อโรคเมื่ออยู่ในลำไส้ของตัวเอง) แต่บางสายพันธุ์หรือการรับ E. coli จากผู้อื่นสามารถทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ และลำไส้อักเสบได้ เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง มีไข้ เป็นต้น การสัมผัสอุจจาระหรือบริเวณรอบทวารหนักแล้วนำเข้าสู่ปากเป็นช่องทางหนึ่งที่ E. coli จากคนหนึ่งจะเข้าสู่ร่างกายอีกคนได้ แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่การใช้ปากกับทวารหนักย่อมมีโอกาสรับเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ทางเดินอาหาร
- ปรสิตในลำไส้ (เช่น Giardia lamblia และ Entamoeba histolytica) เชื้อปรสิตโปรโตซัวเหล่านี้ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร (giardiasis และ amebiasis ตามลำดับ) ทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรัง ปวดเกร็งท้อง ท้องอืด มีแก๊สในลำไส้มาก และบางครั้งถ่ายเป็นมูกเลือด (โดยเฉพาะในบิดอะมีบาจาก E. histolytica) การติดต่อเกิดจากการกินซีสต์ของเชื้อที่ปนเปื้อนในสิ่งขับถ่ายของผู้ป่วย ซึ่งการทำออรัลเซ็กซ์ทางทวารหนักสามารถเป็นช่องทางแพร่ปรสิตเหล่านี้ได้โดยตรง (เช่นเดียวกับการกินอาหาร/น้ำที่ปนเปื้อน) นอกจากนี้ยังมีปรสิต/พยาธิอื่นๆ ที่อาจติดต่อได้ผ่านทางอุจจาระ เช่น Cryptosporidium (โปรโตซัวก่อโรคท้องเสีย) และพยาธิลำไส้ชนิดต่างๆ แม้พบได้น้อยกว่าแต่ก็ควรระวังเช่นกัน

โรคติดต่อทางผิวหนัง และเยื่อบุ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดที่ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงของผิวหนัง/เยื่อบุหรือการสัมผัสแผล ก็สามารถแพร่ระหว่างปากกับทวารหนักได้เช่นกัน แม้พฤติกรรมนี้จะไม่ใช่การแลกเปลี่ยนสารคัดหลั่งโดยตรงเหมือนเพศสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ แต่การสัมผัสใกล้ชิดระหว่างปากกับเยื่อบุทวารหนักสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคเหล่านี้ได้หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการติดเชื้ออยู่
- ซิฟิลิส (Syphilis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum. การติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับแผลซิฟิลิสระยะแรก (แผลริมแข็ง) หรือผื่นซิฟิลิสระยะที่สองบนผิวหนัง/เยื่อบุของผู้ติดเชื้อ การทำรักด้วยปากที่ทวารหนักสามารถทำให้เชื้อซิฟิลิสแพร่เข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางฝั่งผู้ใช้ลิ้น (หากปากไปสัมผัสแผลที่ทวารหนักของอีกฝ่าย) หรือ ฝั่งผู้รับ (หากฝ่ายที่ใช้ลิ้นมีแผลซิฟิลิสที่ปาก/ลิ้น โรคซิฟิลิสมีความร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษา แต่อาศัยยาปฏิชีวนะสามารถรักษาให้หายได้เมื่อวินิจฉัยในระยะแรกๆ
- เริมที่อวัยวะเพศ/ทวารหนัก (Genital Herpes, HSV-1/HSV-2) เกิดจากเชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex Virus) ซึ่งอาจเกิดที่ริมฝีปาก (มักเป็น HSV-1) หรือที่อวัยวะเพศ/ทวารหนัก (มักเป็น HSV-2) ก็ได้ การสัมผัสปากกับทวารหนักอาจแพร่เชื้อเริมได้ทั้งสองทาง: หากฝ่ายที่ใช้ลิ้นมีแผลเริมที่ริมฝีปาก/ปาก ก็สามารถแพร่เชื้อสู่ผิวหนังรอบทวารหนักของอีกฝ่าย หรือ หากฝ่ายรับมีแผลเริมที่ทวารหนัก/อวัยวะเพศ ก็อาจแพร่เชื้อเข้าสู่ปากของฝ่ายที่ทำออรัลได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับแผลนั้น แม้โอกาสเกิดจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการมีเพศสัมพันธ์ช่องทางอื่นๆ เนื่องจากเชื้อ HSV สามารถแพร่ได้แม้ในช่วงที่ไม่มีแผลให้เห็น (ผ่านการหลุดลอกของเซลล์ผิวที่มีไวรัส) การป้องกันจึงทำได้ยากเมื่อมีการสัมผัสผิวหนังโดยตรง โรคเริมยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ควบคุมอาการได้ด้วยยาต้านไวรัส
- หูดหงอนไก่ (Genital/Anal Warts จากเชื้อ HPV) ดังที่กล่าวในส่วนของไวรัส HPV ข้างต้น การติดเชื้อ HPV ที่บริเวณทวารหนัก และอวัยวะเพศสามารถทำให้เกิดติ่งเนื้อหรือหูดขนาดเล็กได้ การสัมผัสโดยตรงระหว่างปากกับผิวหนังรอบทวารหนักที่มีหูดอยู่ อาจทำให้เชื้อ HPV แพร่สู่อีกฝ่ายหนึ่ง และเกิดหูดขึ้นใหม่ที่บริเวณปากหรือลำคอของผู้ที่ใช้ลิ้นได้เช่นกัน หูดหงอนไก่เองแม้ไม่อันตรายชีวิตแต่ก่อความรำคาญ และบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อ HPV ซึ่งบางสายพันธุ์อาจนำไปสู่มะเร็งในอนาคต การใช้แผ่นยางอนามัยสำหรับทำออรัล (dental dam) สามารถลดโอกาสสัมผัสเชื้อนี้ได้ และควรรับวัคซีน HPV เพื่อป้องกันไว้ก่อน
- หนองในแท้/หนองในเทียม (Gonorrhea & Chlamydia) โรคหนองในแท้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae และหนองในเทียมเกิดจาก Chlamydia trachomatis. ทั้งสองโรคนี้มักคิดว่าเกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทวารหนัก แต่ก็สามารถติดต่อผ่านการทำออรัลเซ็กซ์ได้เช่นกัน หากฝ่ายใดมีการติดเชื้ออยู่ที่ลำคอหรือทวารหนักก็อาจแพร่สู่อีกฝ่ายผ่านการเลียทวารหนักได้ เช่น กรณีมีรายงานว่าผู้ที่มีหนองใน/คลามีเดียติดอยู่ในลำคอ สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนทางทวารหนักเมื่อทำการ rimming ได้ การติดเชื้อหนองในหรือคลามีเดียที่คอหอยมักไม่มีอาการชัดเจน แต่สามารถแพร่เชื้อต่อ และยากต่อการรักษากว่าเชื้อที่อวัยวะเพศ ดังนั้นการทำออรัลกับทวารหนักก็มีส่วนทำให้เชื้อเหล่านี้แพร่กระจายไปยังบริเวณคอหอยหรือลำไส้ตรงของอีกฝ่ายได้
หมายเหตุ: เอชไอวี (HIV) ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ ไม่มีความเสี่ยงโดยตรงในการติดต่อผ่านการทำออรัลเซ็กซ์ทางทวารหนัก ตามข้อมูลของ CDC ระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (ไม่ว่าจะกับอวัยวะเพศหรือทวารหนัก) มีความเสี่ยงต่ำมากหรือแทบไม่มีรายงานการติดเชื้อ HIV เลยเนื่องจากน้ำลายมีเอนไซม์ และสารภูมิคุ้มกันที่ยับยั้งเชื้อ และเยื่อบุช่องปากที่แข็งแรงสามารถต้านทานการติดเชื้อได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี กรณีที่มีแผลหรือเลือดออกในช่องปากหรือทวารหนัก ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงขึ้นมาได้บ้าง ดังนั้นแม้ความเสี่ยง HIV จะน้อยมากในการทำกิจกรรมนี้ แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการทำออรัลหากมีแผลเปิดหรือเลือดออกทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายล้าง เสี่ยงอย่างไร?
ในทางสาธารณสุข ฝ่ายล้าง หรือผู้ที่ใช้ปากสัมผัสทวารหนักของคู่นอน ถือเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงโดยตรง เนื่องจากมีโอกาส
- กลืนเชื้อที่ปะปนมากับอุจจาระ แม้เพียงปริมาณเล็กน้อย
- สัมผัสกับไวรัสตับอักเสบ และแบคทีเรียที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร
- ได้รับเชื้อ HPV โดยไม่รู้ตัว ซึ่งนำไปสู่การเกิดหูดหงอนไก่ และมีความสัมพันธ์กับมะเร็งทวารหนัก
อาการหลังการติดเชื้อ อาจมีตั้งแต่ท้องเสีย เจ็บคอ มีไข้ ไปจนถึงอาการทางผิวหนัง เช่น ผื่น แผล หรือหูด
ฝ่ายโดนล้าง เสี่ยงไหม?
แม้ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายเฉย ๆ แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะถ้า
- มีแผลบริเวณทวาร หรือบริเวณรอบ ๆ
- มีรอยแตก รอยถลอกจากการโกนขน
- คู่ที่ล้าง มีแผลที่ปาก มีเชื้อเริม หรือปัญหาสุขภาพช่องปาก
เชื้อเริม และซิฟิลิสสามารถแพร่จากปากเข้าสู่ทวารผ่านรอยแผลหรือเยื่อบุได้โดยตรง
การลดความเสี่ยง และการป้องกัน
แม้พฤติกรรมการเลียทวารหนักจะมีความเสี่ยงดังที่กล่าวมา แต่เราสามารถลดความเสี่ยงเหล่านั้นได้ด้วยวิธีป้องกันที่เหมาะสม ได้แก่ การรักษาความสะอาดของร่างกายก่อน และหลังมีกิจกรรมทางเพศ, การใช้แผ่นยางหรือถุงยางสำหรับการทำออรัลกับทวารหนักทุกครั้ง (dental dam) เพื่อป้องกันการสัมผัสอุจจาระ และเชื้อโรคโดยตรง, การตรวจสุขภาพ และตรวจหาโรคติดต่อทางเพศก่อนมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนใหม่, ตลอดจนการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคที่มีวัคซีนพร้อม เช่น วัคซีนตับอักเสบเอ/บี และวัคซีน HPV เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไว้ล่วงหน้า การปฏิบัติตามหลัก Safe Sex เหล่านี้จะช่วยให้คู่รักสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคต่างๆ และมีความสุขกับกิจกรรมทางเพศได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

อยากมีเซ็กส์แบบล้างตู้เย็น อย่างปลอดภัย ต้องทำอย่างไร?
แม้กิจกรรมล้างตู้เย็น หรือการใช้ปากกับทวารหนัก (Rimming) จะเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล แต่ก็มีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด หากคุณต้องการมีเซ็กส์แนวนี้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ นี่คือ 5 ข้อแนะนำที่ไม่ควรมองข้าม
- ตรวจสุขภาพ และคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์I เป็นประจำ แนะนำให้ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ A และ B, HIV, ซิฟิลิส และ HPV เป็นประจำ โดยเฉพาะหากมีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (HAV)
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
- วัคซีน HPV (เช่น Gardasil) เพื่อป้องกันหูดหงอนไก่ และมะเร็งทวารหนัก
- หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหากมีแผลหรืออาการผิดปกติ หากคุณหรือคู่นอนมีแผล ผื่น เจ็บ หรืออาการคันบริเวณปากหรือทวารหนัก ควรงดกิจกรรมดังกล่าวทันที เพราะจะเพิ่มโอกาสในการแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย โดยเฉพาะหากไม่รู้สถานะสุขภาพทางเพศของอีกฝ่าย การมีคู่นอนที่เชื่อถือได้ และเปิดใจคุยกันเรื่องการตรวจสุขภาพจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก
- รักษาความสะอาดอย่างถูกวิธี ควรทำความสะอาดบริเวณทวารหนักก่อนกิจกรรมทุกครั้ง โดยใช้เจลล้างสูตรอ่อนโยนหรือสบู่ที่ไม่ระคายเคือง หลีกเลี่ยงการสวนล้างรุนแรงก่อนมีเซ็กส์ เพราะอาจทำให้เยื่อบุผิวเสียหาย และเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับล้างตู้เย็น
- ใช้น้ำล้างหรือสวนล้างก่อนมีเซ็กส์แบบนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงได้ไหม?
การล้างช่วยลดสิ่งปนเปื้อนบางส่วน แต่ ไม่สามารถป้องกันโรคที่ติดต่อผ่านเยื่อบุหรือผิวหนังได้ทั้งหมด และการสวนล้างแรงเกินไปอาจทำให้เยื่อบุผิวเสียหาย เสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
- ถ้าคู่นอนไม่มีอาการอะไร ยังมีโอกาสติดโรคได้หรือไม่?
ได้ เพราะบางโรคไม่มีอาการแสดง เช่น ซิฟิลิสหรือ HPV บางสายพันธุ์ คนที่ดูสุขภาพดีภายนอกก็อาจแพร่เชื้อได้โดยไม่รู้ตัว
- ถ้าใช้ฟิล์มป้องกัน (dental dam) จะช่วยได้ไหม?
ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก หากใช้ถูกวิธี โดยการใช้แผ่นฟิล์มยางบางปิดระหว่างปากกับผิวหนังบริเวณทวารหนัก เพื่อลดการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง และเชื้อโรค
- จำเป็นต้องตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ หากเคยมีเซ็กส์แบบนี้?
แนะนำให้ตรวจอย่างน้อยทุก 3–6 เดือน โดยเฉพาะหากมีคู่นอนหลายคน เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือเคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- ฉีดวัคซีนอะไรช่วยลดความเสี่ยงได้บ้าง?
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A , วัคซีนไวรัสตับอักเสบ B และ วัคซีน HPV (เช่น Gardasil) ป้องกันหูดหงอนไก่ และมะเร็งทวารหนัก
เรื่องเซ็กส์ไม่ใช่เรื่องผิด และทุกคนควรมีสิทธิ์ในการเลือกกิจกรรมทางเพศตามที่ตนพอใจ แต่ การรู้เท่าทันความเสี่ยง และป้องกันอย่างเหมาะสม คือกุญแจสำคัญในการใช้ชีวิตทางเพศอย่างมีคุณภาพ
การล้างตู้เย็น ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่เป็นเรื่องที่ควรพูดถึงด้วยความเข้าใจ เพื่อให้ความสุขไม่กลายเป็นความเสี่ยง และเพื่อสร้างสังคมที่เข้าใจสุขภาพทางเพศอย่างเท่าเทียม
อ่านบทความที่น่าสนใจ
- Doxy-PEP คืออะไร? แนวทางการป้องกันกามโรค
- โรคฮิตที่ติดมากับเซ็กส์ รู้ทันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก่อนสายเกินไป
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexual Health and MSM (Men who have Sex with Men). ข้อมูลเรื่องพฤติกรรมทางเพศและความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในชายรักชาย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/health-disparities/stds-msm.htm
- World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs). ข้อมูลแนวทางการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
- กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. กรมควบคุมโรค. ข้อมูลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=17
- ThaiHealth (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ). โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับกลุ่มชายรักชาย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/53713
- UNAIDS. HIV Prevention Among MSM. แนวทางลดความเสี่ยงเอชไอวีในกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/documents/2021/prevention-msm