ได้ยินคำพูดตีตราเอชไอวี จะพูดกลับอย่างไรดี

ได้ยินคำพูดตีตราเอชไอวี จะพูดกลับอย่างไรดี

ถ้าได้ยินคำพูดตีตราเอชไอวีในวงข้าว ในกลุ่มแชท หรือในที่ทำงาน ผู้เขียนไม่พบแหล่งที่ให้สูตรตอบซึ่งได้ผลแน่นอน ข้อเสนอของบทความนี้คือวางข้อเท็จจริงจากหน่วยงานสุขภาพทีละข้ออย่างสุภาพ เลือกคำตามที่แนวทางของไทยและ UNAIDS แนะ และไม่เปิดเผยเรื่องของใครเพื่อให้คำพูดของเราน่าเชื่อ

คำพูดตีตราเอชไอวี ทำอะไรกับคนฟังและคนรอบข้าง

HIV INFO HUB+ ของกรมควบคุมโรคอธิบายว่า การตีตราคือการมีทัศนคติ ความคิด หรือความเชื่อที่ไปลดคุณค่าของคนที่แตกต่างจากตัวเอง ซึ่งอาจทำให้ปฏิบัติกับคนเหล่านั้นอย่างไม่ยุติธรรมและนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ พฤติกรรมที่หน้านั้นยกเป็นตัวอย่าง เช่น นินทา แยกตัว ตำหนิ ดูถูก เหมารวม และไม่รับฟัง

หน้าเดียวกันเขียนว่าการตีตรายังเกิดกับคนที่เกี่ยวข้องกับผู้มีเชื้อเอชไอวีด้วย เช่น ครอบครัว คู่ครอง เพื่อน หรือผู้ให้บริการสุขภาพ และเขียนถึงการตีตราตนเอง คือการที่ผู้มีเชื้อเห็นว่าความคิดลบจากสังคมเป็นเรื่องจริง จนรู้สึกด้อยค่าและแยกตัว ซึ่งหน้านั้นเรียกว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจไม่เข้ารับการตรวจ ปกปิดเรื่องนี้ หรือเข้ารับการรักษาล่าช้า

ด้าน UNAIDS เขียนในคู่มือการใช้ถ้อยคำฉบับปี 2024 ว่าภาษาแฝงการตีตราและการเลือกปฏิบัติไว้ได้ ซึ่งกระทบการเข้าถึงการตรวจ การรับเชื้อ และการอยู่ในระบบการรักษา

ตั้งหลักสามข้อก่อนเปิดปากพูดกลับ

สามข้อนี้เป็นข้อเสนอของผู้เขียน ไม่มีข้อใดรับประกันว่าคนพูดจะเปลี่ยนความคิด

  • เป้าหมายคือข้อมูล ไม่ใช่การเอาชนะ แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 แนะนำผู้ให้การปรึกษาให้หลีกเลี่ยงการโต้แย้งความคิดเห็นของผู้รับบริการ ข้อนี้เขียนให้ผู้ให้บริการ ผู้เขียนนำมาปรับใช้กับวงสนทนา
  • ไม่เปิดสถานะของใครเพื่อให้ตัวเองดูน่าเชื่อ การยกตัวอย่างว่าคนที่เรารู้จักก็มีเชื้อ อาจทำให้คนในวงเดาได้ว่าเป็นใคร เรื่องนี้เป็นของเจ้าตัว ถ้าจะเล่าต้องขออนุญาตก่อน และคุณเองก็ไม่จำเป็นต้องบอกสถานะของตัวเอง
  • เลือกจังหวะและดูความปลอดภัยของตัวเอง บางวงพูดสั้น ๆ ตรงนั้นได้ บางวงเหมาะกับการคุยสองคนทีหลัง ถ้าบรรยากาศเริ่มไม่ปลอดภัย การถอยออกมาก่อนไม่ใช่ความล้มเหลว
Quicky

ตัวอย่างคำพูดตีตรา กับข้อเท็จจริงที่ใช้ตอบได้

ช่องซ้ายเป็นตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมา ไม่ใช่ผลสำรวจ และเป็นคำพูดที่ไม่ควรใช้ ช่องขวาเป็นตัวอย่างประโยคของผู้เขียน

ตัวอย่างคำพูด ข้อเท็จจริงที่ใช้ตอบ ตัวอย่างประโยคที่พูดกลับได้
"กินข้าวร่วมกันเดี๋ยวก็ติด" องค์การอนามัยโลกเขียนว่าคนไม่ติดเชื้อเอชไอวีจากการสัมผัสในชีวิตประจำวัน เช่น การจูบ กอด จับมือ หรือใช้ของใช้ อาหาร และน้ำร่วมกัน "กินข้าวด้วยกันไม่ติดนะ องค์การอนามัยโลกเขียนไว้ว่าการสัมผัสในชีวิตประจำวันไม่ทำให้ติด"
"มีเชื้อเอชไอวีก็คือเป็นเอดส์แล้ว" กรมควบคุมโรคอธิบายว่าเอดส์เป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง และผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านเอชไอวีโดยเร็วและกินยาสม่ำเสมอ จะไม่ป่วยเป็นโรคเอดส์ "สองคำนี้ไม่เหมือนกันนะ กรมควบคุมโรคเขียนว่าคนที่เริ่มยาเร็วและกินสม่ำเสมอจะไม่ป่วยเป็นเอดส์"
"กินยาแล้วก็ยังแพร่เชื้อได้อยู่ดี" กรมควบคุมโรคเขียนว่าผู้ที่กินยาต้านไวรัสสม่ำเสมอจนเชื้อในเลือดต่ำมากจนตรวจไม่พบ จะไม่แพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และต้องกินยาเป็นประจำเพื่อให้อยู่ในระดับนั้นตลอด "คนที่กินยาสม่ำเสมอจนตรวจไม่พบไวรัสในเลือด ไม่แพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนผลของใครเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของเขากับแพทย์"
"คนพวกนั้นแหละที่เสี่ยง" แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 ซึ่งเขียนให้ผู้ให้บริการ ให้พูดถึงพฤติกรรมเสี่ยงแทนการเรียกคนเป็นกลุ่ม โดยเขียนว่าการเรียกเป็นกลุ่มทำให้เกิดการตีตราเพิ่มขึ้น "ความเสี่ยงอยู่ที่พฤติกรรมและการป้องกัน ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นคนกลุ่มไหน"

กรมควบคุมโรคเขียนด้วยว่าเมื่อคนเข้าใจเรื่องตรวจไม่พบเท่ากับไม่แพร่เชื้อ หรือ U=U จะช่วยลดความกลัวและอคติ เว็บนี้มีบทความ U=U คือ ข้อเท็จจริง ที่ช่วยลดการตีตรา

ตอนพูดกลับ ควรเลือกคำอย่างไร

แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 มีหัวข้อการใช้ภาษาที่ถูกต้อง เขียนให้ผู้ให้บริการใช้กับผู้รับบริการ เช่น หลีกเลี่ยงภาษาที่ทำให้รู้สึกว่าถูกตัดสินหรือถูกแบ่งแยก ไม่ใช้คำอธิบายที่ทำให้เกิดความกลัวเมื่อพูดถึงการป้องกันการแพร่เชื้อ และใช้ข้อเท็จจริงกับคำที่ชัดเจน ผู้เขียนเห็นว่าใช้กับการพูดกลับในวงสนทนาได้เช่นกัน

คู่มือของ UNAIDS ซึ่งเขียนให้เจ้าหน้าที่และภาคีของ UNAIDS มีคำถามสามข้อไว้เช็กภาษา คือภาษานั้นตีตราไหม ยึดคนเป็นศูนย์กลางไหม และสะท้อนคุณค่ากับความต้องการของคนกลุ่มนั้นไหม คู่มือเดียวกันให้เลิกใช้คำแนวต่อสู้ เช่น fight หรือ war แล้วใช้คำอย่าง response หรือ efforts แทน

โครงที่ผู้เขียนเสนอคือรับรู้ความกังวลของคนพูดสั้น ๆ วางข้อเท็จจริงหนึ่งข้อ แล้วเสนอส่งลิงก์ของหน่วยงานให้เขาอ่านเอง และจำไว้ว่าในวงนั้นอาจมีคนที่มีเชื้อเอชไอวีแต่ไม่ได้บอกใคร หรือคนที่กำลังลังเลว่าจะไปตรวจดีไหม นั่งฟังอยู่ด้วย

ภาพกลุ่มเพื่อนหลากหลายทางเพศดูโทรศัพท์ร่วมกัน พร้อมคำแนะนำไม่ส่งต่อคำตีตรา ไม่เปิดเผยตัวตน แนบแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และถามเจ้าตัวก่อนช่วยพูด

Love2Test

ในกลุ่มแชทและโซเชียล ต้องระวังอะไรเพิ่ม

ข้อความที่พิมพ์ไว้ค้างอยู่และส่งต่อได้ ผู้เขียนจึงเสนอข้อควรระวังเพิ่มอีกชุด

  • อย่าส่งต่อข้อความที่ตีตราไปที่อื่น แม้จะส่งเพื่อวิจารณ์
  • อย่าเอ่ยชื่อ รูป หรือรายละเอียดที่ชี้ตัวคนได้ ถึงจะเป็นการเข้าข้าง ก็ทำให้คนอื่นรู้เรื่องของเขาโดยที่เขาไม่ได้อนุญาต
  • ตอบสั้นแล้วแนบลิงก์ที่ตรวจสอบได้ เช่น ลิงก์ของกรมควบคุมโรคหรือองค์การอนามัยโลกท้ายบทความนี้
  • ถ้าคนที่ถูกพูดถึงอยู่ในกลุ่มด้วย ให้ถามเขาก่อน เขาอาจอยากให้เพื่อนช่วยพูด หรืออาจอยากให้เรื่องเงียบเร็วที่สุด

อีกลิงก์ที่แนบได้คือหน้าความรู้พื้นฐานของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) เรื่อง HIV คืออะไร? การติดต่อ อาการ การตรวจ รักษาและ U=U

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าคนที่พูดเป็นผู้ใหญ่ในบ้านหรือหัวหน้างาน ควรพูดไหม

ผู้เขียนไม่พบแหล่งที่ตอบข้อนี้ จึงเสนอให้ชั่งกับความปลอดภัยและความสัมพันธ์ของคุณเอง ทางหนึ่งคือไม่โต้ในวงนั้น แต่หาจังหวะคุยสองคนทีหลัง หรือส่งลิงก์ของหน่วยงานสุขภาพให้อ่าน คุณไม่จำเป็นต้องพูดถ้ารู้สึกไม่ปลอดภัย

ถ้าเป็นการกีดกันจริง ไม่ใช่แค่คำพูด ร้องเรียนได้ที่ไหน

หน้าคำถามที่พบบ่อยของ HIV INFO HUB+ กรมควบคุมโรค (เปิดอ่าน 7 ต.ค. 2569) เขียนว่าหากถูกละเมิดสิทธิ์ ร้องเรียนได้ที่ระบบ “สวัสดีปกป้อง” ทางเว็บไซต์ crs.ddc.moph.go.th และลงช่องทางของหน่วยงานอื่นไว้ด้วย หน้าของระบบลงเรื่องที่รับแจ้ง เช่น ถูกเปิดเผยสถานะ และถูกกีดกันหรือเลือกปฏิบัติ ผู้เขียนแนะนำว่าคนที่แจ้งควรเป็นเจ้าของเรื่อง หรือได้รับความยินยอมจากเขาก่อน

ไม่ได้มีเชื้อและไม่รู้จักใครที่มีเชื้อ จะพูดแทนได้ไหม

ผู้เขียนเห็นว่าพูดได้ เพราะข้อเท็จจริงจากหน่วยงานสุขภาพไม่ต้องอาศัยสถานะของใครมารับรอง ให้พูดในฐานะคนที่อ่านข้อมูลมา ไม่ใช่พูดแทนประสบการณ์ของคนอื่น

ควรเรียกคนที่มีเอชไอวีว่าอย่างไร

แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 ซึ่งเขียนให้ผู้ให้บริการ ให้ใช้คำที่แสดงถึงตัวบุคคล คือผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี แทนคำที่เรียกคนตามการติดเชื้อหรือความเจ็บป่วย ส่วนคู่มือของ UNAIDS ฉบับปี 2024 ให้ใช้ person living with HIV และบอกว่าควรถามชุมชนว่าคำไหนเหมาะจะใช้เรียกเขา

ต้องรู้ข้อมูลมากแค่ไหนถึงจะพูดกลับได้

ไม่มีแหล่งกำหนดว่าต้องรู้กี่เรื่อง ผู้เขียนเสนอให้เริ่มจากข้อเท็จจริงในตารางข้างบนทีละข้อ โดยบอกด้วยว่าหน่วยงานไหนเขียน ถ้าถูกถามเรื่องที่ตอบไม่ได้ บอกว่าไม่รู้แล้วชวนไปถามเจ้าหน้าที่คลินิก

Buddy Chat — Love2Test

สรุป

ไม่มีสูตรตอบที่รับประกันว่าคนพูดจะเปลี่ยนความคิด ข้อเสนอของบทความนี้คือวางข้อเท็จจริงจากองค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรคทีละข้อ เลือกคำตามที่แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 และคู่มือของ UNAIDS แนะ ซึ่งสองฉบับนี้เขียนให้คนทำงาน ไม่เอาสถานะของใครรวมทั้งของตัวเองมาเป็นหลักฐาน และถอยออกมาเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย ถ้าเป็นการกีดกันจริง กรมควบคุมโรคมีระบบรับเรื่องร้องเรียน ถ้าเรื่องนี้ทำให้คุณอยากรู้สถานะของตัวเอง เริ่มจากอ่าน ตรวจ HIV ฟรี สิทธิ์ที่ทุกคนควรรู้ หรือคุยกับเจ้าหน้าที่คลินิกใกล้บ้าน

หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง

กลับไปข่าวสารทั้งหมด